สหรัฐอเมริกาต้องการรับรองเอกสารแบบไหน
สหรัฐอเมริกากำหนดให้เอกสารผ่านการรับรอง MFA ก่อน แล้วจึงต้องส่งให้สถานทูตสหรัฐอเมริการับรองอีกชั้นก่อนใช้. เอกสารทุกฉบับที่เราจัดส่งจะมีตราประทับและลายเซ็นของหัวหน้าหน่วยงานครบถ้วน ผ่านการแปลโดยนักแปลที่ MFA รับรอง และผ่านการรับรองนิติกรณ์ MFA ทุกฉบับ พร้อมการรับรองสถานทูตสหรัฐอเมริกาตามที่ระบุ
วัตถุประสงค์สหรัฐอเมริกาที่นิยมใช้บริการ MFA
K-1, K-3, I-130. วัตถุประสงค์เหล่านี้ต้องใช้เอกสารราชการไทยที่ผ่าน Legalization Chain ครบถ้วน เอกสารที่ทีมงานเราจัดทำให้สามารถใช้ยื่นได้ทันทีหลังจากผ่านขั้นตอนรับรองครบทั้ง 3 ชั้น
Apostille หรือ Legalization Chain — สหรัฐอเมริกาใช้แบบไหน
สหรัฐอเมริกาเป็นสมาชิก Hague Apostille Convention 1961 แต่เนื่องจากไทยยังไม่ได้เข้าร่วม เอกสารไทยจึงต้องผ่าน Legalization Chain แทน Apostille. ระบบ Legalization Chain ของเราใช้เวลานานกว่า Apostille เล็กน้อย แต่ผลลัพธ์เทียบเท่ากัน ทีมงานทำให้ทุกขั้นตอนถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรก ลดความเสี่ยงเอกสารถูกปฏิเสธในต่างประเทศ
ขั้นตอนสำหรับลูกค้าที่อยู่สหรัฐอเมริกา
(1) ทำหนังสือมอบอำนาจรับรองที่สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา (2) ส่งเอกสารตัวจริงและสำเนากลับมาที่ทีมงานในไทย (3) ทีมงานคัดเอกสารต้นฉบับจากหน่วยงานต้นสังกัด แปล รับรอง MFA และรับรองสถานทูตสหรัฐอเมริกา (4) จัดส่ง DHL/FedEx กลับสหรัฐอเมริกา ภายใน 7–15 วัน รวมระยะเวลา 15–30 วันนับจากวันส่งเอกสาร
ค่าบริการรวมไปสหรัฐอเมริกา
ค่าบริการแพ็กเกจครบจบสำหรับสหรัฐอเมริกาอยู่ระหว่าง 4,000–15,000 บาทต่อเอกสาร ขึ้นอยู่กับประเภทเอกสาร จำนวนชุด ภาษาคำแปล และระดับการรับรอง (MFA เพียงอย่างเดียว หรือรวมการรับรองสถานทูตสหรัฐอเมริกา) ค่าจัดส่งคิดประมาณ 2,500 บาท สามารถสอบถามใบเสนอราคาแบบรวมที่ระบุระยะเวลาที่แน่นอนได้ทันที
การจองคิวออนไลน์และเวลาทำการของกรมการกงสุล แจ้งวัฒนะ
ค่าธรรมเนียมราชการของกรมการกงสุล อยู่ที่ฉบับละ 200 บาทสำหรับบริการปกติ (รับเอกสารคืนภายใน 2 วันทำการ) และ 400 บาทสำหรับบริการเร่งด่วน (รับคืนภายใน 1 วันทำการ) ค่าบริการของทีมงานเรารวมการเดินเอกสาร การติดตามผล การแปล การส่งสถานทูต และการส่ง DHL/FedEx ไปต่างประเทศ เริ่มต้น 1,500 บาทสำหรับเอกสารง่าย ๆ และ 5,000–10,000 บาทสำหรับเอกสารที่ต้องผ่านหลายหน่วยงาน
การส่งเอกสารต่อสถานทูตปลายทางในประเทศไทย
ทนาย Notary Public รับรองลายเซ็น ตัวตน หรือสำเนา ในขั้นตอนแรกของเอกสารที่ทำในไทย ส่วนการรับรองนิติกรณ์ MFA คือการที่กรมการกงสุลรับรองว่าตราประทับและลายเซ็นของหน่วยงานต้นสังกัด (รวมถึง Notary Public) เป็นของจริง ส่วน Embassy Legalization คือขั้นตอนสุดท้ายที่สถานทูตปลายทางรับรองตราของ MFA อีกชั้น เอกสารจะใช้ในต่างประเทศได้ก็ต่อเมื่อผ่านครบทั้ง 3 ขั้น
วิธีมอบอำนาจให้ทีมงานดำเนินการแทน
เอกสารที่ผ่านการรับรองนิติกรณ์ MFA สมบูรณ์ จะมีตราประทับสีแดงของกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ลายเซ็นของหัวหน้าฝ่ายนิติกรณ์ เลขที่อ้างอิง วันที่ออกใบรับรอง และข้อความระบุชัดว่ารับรองเฉพาะตราและลายเซ็นของหน่วยงานต้นสังกัด ผู้รับสามารถนำเลขที่อ้างอิงไปตรวจสอบกลับที่ระบบของ MFA ได้ทันที
สาเหตุที่ทำให้คำขอรับรองถูกปฏิเสธหรือล่าช้า
MFA ยอมรับการแปลโดยนักแปลที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการกงสุล หรือนักแปลของบริษัทที่ MFA รับรอง รายชื่อสามารถตรวจสอบได้ที่ consular.mfa.go.th คำแปลต้องตรงกับต้นฉบับทุกตัวอักษร เลขที่อ้างอิง วันที่ ลายเซ็น และตราประทับ ภาษาที่นิยมแปลได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อาหรับ สเปน อิตาลี และโปรตุเกส
การรับรองเอกสารสำหรับชาวต่างชาติในไทย
การจองคิวออนไลน์ทำได้ที่ระบบ qlegal.consular.go.th กรมการกงสุล แจ้งวัฒนะเปิดให้บริการ จันทร์–ศุกร์ เวลา 08.30–14.30 น. (รับยื่นคำขอ) บริการตามรอบจริงประมาณ 09.00–16.00 น. ปิดวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดราชการ สาขาภูมิภาคที่เปิดบริการนิติกรณ์ ได้แก่ เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา และภูเก็ต
การส่งเอกสารผ่าน DHL/FedEx ไปต่างประเทศหลังรับรองเสร็จ
หลังผ่านนิติกรณ์ MFA ขั้นตอนสุดท้ายคือการยื่นต่อสถานทูตปลายทางในประเทศไทย แต่ละสถานทูตมีระยะเวลา ค่าธรรมเนียม และข้อกำหนดเฉพาะแตกต่างกัน โดยเฉลี่ย 3–10 วันทำการ บางสถานทูต (เช่น สถานทูตจีน เยอรมนี ฝรั่งเศส) จำเป็นต้องนัดล่วงหน้าผ่านระบบออนไลน์ ทีมงานของเราติดต่อนัดและยื่นเอกสารแทนได้ในกรณีที่กฎของสถานทูตอนุญาต