ซาอุดีอาระเบียต้องการรับรองเอกสารแบบไหน
ซาอุดีอาระเบียกำหนดให้เอกสารผ่านการรับรอง MFA ก่อน แล้วจึงต้องส่งให้สถานทูตซาอุดีอาระเบียรับรองอีกชั้นก่อนใช้. เอกสารทุกฉบับที่เราจัดส่งจะมีตราประทับและลายเซ็นของหัวหน้าหน่วยงานครบถ้วน ผ่านการแปลโดยนักแปลที่ MFA รับรอง และผ่านการรับรองนิติกรณ์ MFA ทุกฉบับ พร้อมการรับรองสถานทูตซาอุดีอาระเบียตามที่ระบุ
วัตถุประสงค์ซาอุดีอาระเบียที่นิยมใช้บริการ MFA
Iqama, Premium Residency. วัตถุประสงค์เหล่านี้ต้องใช้เอกสารราชการไทยที่ผ่าน Legalization Chain ครบถ้วน เอกสารที่ทีมงานเราจัดทำให้สามารถใช้ยื่นได้ทันทีหลังจากผ่านขั้นตอนรับรองครบทั้ง 3 ชั้น
Apostille หรือ Legalization Chain — ซาอุดีอาระเบียใช้แบบไหน
ซาอุดีอาระเบียเป็นสมาชิก Hague Apostille Convention 1961 แต่เนื่องจากไทยยังไม่ได้เข้าร่วม เอกสารไทยจึงต้องผ่าน Legalization Chain แทน Apostille. ระบบ Legalization Chain ของเราใช้เวลานานกว่า Apostille เล็กน้อย แต่ผลลัพธ์เทียบเท่ากัน ทีมงานทำให้ทุกขั้นตอนถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรก ลดความเสี่ยงเอกสารถูกปฏิเสธในต่างประเทศ
ขั้นตอนสำหรับลูกค้าที่อยู่ซาอุดีอาระเบีย
(1) ทำหนังสือมอบอำนาจรับรองที่สถานทูตไทยในซาอุดีอาระเบีย (2) ส่งเอกสารตัวจริงและสำเนากลับมาที่ทีมงานในไทย (3) ทีมงานคัดเอกสารต้นฉบับจากหน่วยงานต้นสังกัด แปล รับรอง MFA และรับรองสถานทูตซาอุดีอาระเบีย (4) จัดส่ง DHL/FedEx กลับซาอุดีอาระเบีย ภายใน 7–15 วัน รวมระยะเวลา 15–30 วันนับจากวันส่งเอกสาร
ค่าบริการรวมไปซาอุดีอาระเบีย
ค่าบริการแพ็กเกจครบจบสำหรับซาอุดีอาระเบียอยู่ระหว่าง 4,000–15,000 บาทต่อเอกสาร ขึ้นอยู่กับประเภทเอกสาร จำนวนชุด ภาษาคำแปล และระดับการรับรอง (MFA เพียงอย่างเดียว หรือรวมการรับรองสถานทูตซาอุดีอาระเบีย) ค่าจัดส่งคิดประมาณ 2,200 บาท สามารถสอบถามใบเสนอราคาแบบรวมที่ระบุระยะเวลาที่แน่นอนได้ทันที
เอกสารต้นฉบับและสำเนาที่ต้องเตรียม
หลังจากเอกสารผ่านการรับรองครบถ้วนทุกขั้น ทีมงานเราจัดส่ง DHL หรือ FedEx ไปยังประเทศปลายทางทั่วโลก ใช้เวลา 3–7 วันสำหรับ Express Service พร้อม Tracking Number ลูกค้าสามารถติดตามสถานะได้ตลอด 24 ชั่วโมง ค่าจัดส่งเริ่มต้น 1,800 บาทสำหรับประเทศใกล้และ 2,500–3,500 บาทสำหรับประเทศไกล
ค่าธรรมเนียมราชการและค่าบริการของทีมงาน
ระบบ Legalization Chain ของไทยใช้ขั้นตอน 3 ชั้น (ต้นสังกัด → MFA → สถานทูต) ในขณะที่ประเทศที่เข้าร่วม Hague Apostille Convention 1961 ใช้ขั้นตอนเดียว คือการประทับ Apostille จาก Competent Authority ของประเทศต้นทาง ทำให้เอกสารใช้ได้ในทุกประเทศสมาชิก แม้ไทยยังไม่ได้เข้าร่วม แต่กรมการกงสุลได้พัฒนาระบบรับรองให้เอกสารไทยใช้ได้ในทุกประเทศปลายทางอย่างถูกต้อง
ความแตกต่างระหว่าง Notary, นิติกรณ์ MFA และ Embassy Legalization
การรับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ดำเนินการได้ที่อาคารกรมการกงสุล ถนนแจ้งวัฒนะ ซอย 19 (ตรงข้ามศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ) หรือที่สำนักงานหนังสือเดินทางสาขาภูมิภาค ขั้นตอนหลักประกอบด้วย (1) นำเอกสารต้นฉบับที่ผ่านการรับรองจากหน่วยงานต้นสังกัด (เช่น ที่ว่าการอำเภอ, มหาวิทยาลัย, DBD, ศาล) (2) ตรวจสอบว่าเอกสารต้องแปลก่อนหรือไม่ (3) ยื่นคำขอพร้อมแบบฟอร์ม (4) ชำระค่าธรรมเนียม 200 บาทต่อฉบับ (400 บาทแบบเร่งด่วน) (5) รับเอกสารคืนพร้อมตราประทับสีแดงของกรมการกงสุล
ตัวอย่างหน้าตาเอกสารที่ผ่านการรับรองและจุดสำคัญที่ต้องตรวจ
เอกสารที่ต้องเตรียม ได้แก่ เอกสารต้นฉบับที่ผ่านการรับรองจากหน่วยงานต้นสังกัด คำแปลภาษาอังกฤษ/ภาษาประเทศปลายทาง (ถ้าจำเป็น) ใบรับรองคำแปลจากนักแปลที่ขึ้นทะเบียน บัตรประชาชนตัวจริงและสำเนา หนังสือมอบอำนาจติดอากรแสตมป์ 30 บาท (กรณีไม่มาด้วยตนเอง) และหนังสือชี้แจงวัตถุประสงค์การใช้เอกสารจากหน่วยงานปลายทาง
การแปลภาษาที่ MFA ยอมรับและรายชื่อนักแปลขึ้นทะเบียน
ค่าธรรมเนียมราชการของกรมการกงสุล อยู่ที่ฉบับละ 200 บาทสำหรับบริการปกติ (รับเอกสารคืนภายใน 2 วันทำการ) และ 400 บาทสำหรับบริการเร่งด่วน (รับคืนภายใน 1 วันทำการ) ค่าบริการของทีมงานเรารวมการเดินเอกสาร การติดตามผล การแปล การส่งสถานทูต และการส่ง DHL/FedEx ไปต่างประเทศ เริ่มต้น 1,500 บาทสำหรับเอกสารง่าย ๆ และ 5,000–10,000 บาทสำหรับเอกสารที่ต้องผ่านหลายหน่วยงาน
การจองคิวออนไลน์และเวลาทำการของกรมการกงสุล แจ้งวัฒนะ
ทนาย Notary Public รับรองลายเซ็น ตัวตน หรือสำเนา ในขั้นตอนแรกของเอกสารที่ทำในไทย ส่วนการรับรองนิติกรณ์ MFA คือการที่กรมการกงสุลรับรองว่าตราประทับและลายเซ็นของหน่วยงานต้นสังกัด (รวมถึง Notary Public) เป็นของจริง ส่วน Embassy Legalization คือขั้นตอนสุดท้ายที่สถานทูตปลายทางรับรองตราของ MFA อีกชั้น เอกสารจะใช้ในต่างประเทศได้ก็ต่อเมื่อผ่านครบทั้ง 3 ขั้น