บราซิลต้องการรับรองเอกสารแบบไหน
บราซิลกำหนดให้เอกสารผ่านการรับรอง MFA ก่อน แล้วจึงต้องส่งให้สถานทูตบราซิลรับรองอีกชั้นก่อนใช้. เอกสารทุกฉบับที่เราจัดส่งจะมีตราประทับและลายเซ็นของหัวหน้าหน่วยงานครบถ้วน ผ่านการแปลโดยนักแปลที่ MFA รับรอง และผ่านการรับรองนิติกรณ์ MFA ทุกฉบับ พร้อมการรับรองสถานทูตบราซิลตามที่ระบุ
วัตถุประสงค์บราซิลที่นิยมใช้บริการ MFA
VITEM I. วัตถุประสงค์เหล่านี้ต้องใช้เอกสารราชการไทยที่ผ่าน Legalization Chain ครบถ้วน เอกสารที่ทีมงานเราจัดทำให้สามารถใช้ยื่นได้ทันทีหลังจากผ่านขั้นตอนรับรองครบทั้ง 3 ชั้น
Apostille หรือ Legalization Chain — บราซิลใช้แบบไหน
บราซิลเป็นสมาชิก Hague Apostille Convention 1961 แต่เนื่องจากไทยยังไม่ได้เข้าร่วม เอกสารไทยจึงต้องผ่าน Legalization Chain แทน Apostille. ระบบ Legalization Chain ของเราใช้เวลานานกว่า Apostille เล็กน้อย แต่ผลลัพธ์เทียบเท่ากัน ทีมงานทำให้ทุกขั้นตอนถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรก ลดความเสี่ยงเอกสารถูกปฏิเสธในต่างประเทศ
ขั้นตอนสำหรับลูกค้าที่อยู่บราซิล
(1) ทำหนังสือมอบอำนาจรับรองที่สถานทูตไทยในบราซิล (2) ส่งเอกสารตัวจริงและสำเนากลับมาที่ทีมงานในไทย (3) ทีมงานคัดเอกสารต้นฉบับจากหน่วยงานต้นสังกัด แปล รับรอง MFA และรับรองสถานทูตบราซิล (4) จัดส่ง DHL/FedEx กลับบราซิล ภายใน 7–15 วัน รวมระยะเวลา 15–30 วันนับจากวันส่งเอกสาร
ค่าบริการรวมไปบราซิล
ค่าบริการแพ็กเกจครบจบสำหรับบราซิลอยู่ระหว่าง 4,000–15,000 บาทต่อเอกสาร ขึ้นอยู่กับประเภทเอกสาร จำนวนชุด ภาษาคำแปล และระดับการรับรอง (MFA เพียงอย่างเดียว หรือรวมการรับรองสถานทูตบราซิล) ค่าจัดส่งคิดประมาณ 2,500 บาท สามารถสอบถามใบเสนอราคาแบบรวมที่ระบุระยะเวลาที่แน่นอนได้ทันที
เปรียบเทียบระบบ Legalization Chain ของไทยกับ Apostille ในประเทศที่เข้าร่วม Hague Convention
สาเหตุที่ทำให้คำขอถูกปฏิเสธหรือล่าช้า ได้แก่ เอกสารต้นฉบับยังไม่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานต้นสังกัด คำแปลไม่ตรงกับต้นฉบับ ลายเซ็นและตราประทับไม่ชัดเจน เอกสารหมดอายุ (เช่น Single Status เกิน 6 เดือน) หรือใช้นักแปลที่ไม่ได้รับการรับรองจาก MFA การปรึกษาทีมงานก่อนยื่นช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้ทั้งหมด
ขั้นตอนการรับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุลอย่างละเอียด
ชาวต่างชาติที่อาศัยในประเทศไทยสามารถใช้บริการรับรอง MFA ได้สำหรับเอกสารส่วนตัวที่ทำในไทย เช่น ทะเบียนสมรสกับคนไทย สูติบัตรของบุตร หนังสือมอบอำนาจ Affidavit เป็นต้น ก่อนนำกลับไปใช้ในประเทศต้นทาง ขั้นตอนเหมือนคนไทยแต่ใช้พาสปอร์ตและ Visa ตัวจริงประกอบ
เอกสารต้นฉบับและสำเนาที่ต้องเตรียม
หลังจากเอกสารผ่านการรับรองครบถ้วนทุกขั้น ทีมงานเราจัดส่ง DHL หรือ FedEx ไปยังประเทศปลายทางทั่วโลก ใช้เวลา 3–7 วันสำหรับ Express Service พร้อม Tracking Number ลูกค้าสามารถติดตามสถานะได้ตลอด 24 ชั่วโมง ค่าจัดส่งเริ่มต้น 1,800 บาทสำหรับประเทศใกล้และ 2,500–3,500 บาทสำหรับประเทศไกล
ค่าธรรมเนียมราชการและค่าบริการของทีมงาน
ระบบ Legalization Chain ของไทยใช้ขั้นตอน 3 ชั้น (ต้นสังกัด → MFA → สถานทูต) ในขณะที่ประเทศที่เข้าร่วม Hague Apostille Convention 1961 ใช้ขั้นตอนเดียว คือการประทับ Apostille จาก Competent Authority ของประเทศต้นทาง ทำให้เอกสารใช้ได้ในทุกประเทศสมาชิก แม้ไทยยังไม่ได้เข้าร่วม แต่กรมการกงสุลได้พัฒนาระบบรับรองให้เอกสารไทยใช้ได้ในทุกประเทศปลายทางอย่างถูกต้อง
ความแตกต่างระหว่าง Notary, นิติกรณ์ MFA และ Embassy Legalization
การรับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ดำเนินการได้ที่อาคารกรมการกงสุล ถนนแจ้งวัฒนะ ซอย 19 (ตรงข้ามศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ) หรือที่สำนักงานหนังสือเดินทางสาขาภูมิภาค ขั้นตอนหลักประกอบด้วย (1) นำเอกสารต้นฉบับที่ผ่านการรับรองจากหน่วยงานต้นสังกัด (เช่น ที่ว่าการอำเภอ, มหาวิทยาลัย, DBD, ศาล) (2) ตรวจสอบว่าเอกสารต้องแปลก่อนหรือไม่ (3) ยื่นคำขอพร้อมแบบฟอร์ม (4) ชำระค่าธรรมเนียม 200 บาทต่อฉบับ (400 บาทแบบเร่งด่วน) (5) รับเอกสารคืนพร้อมตราประทับสีแดงของกรมการกงสุล
ตัวอย่างหน้าตาเอกสารที่ผ่านการรับรองและจุดสำคัญที่ต้องตรวจ
เอกสารที่ต้องเตรียม ได้แก่ เอกสารต้นฉบับที่ผ่านการรับรองจากหน่วยงานต้นสังกัด คำแปลภาษาอังกฤษ/ภาษาประเทศปลายทาง (ถ้าจำเป็น) ใบรับรองคำแปลจากนักแปลที่ขึ้นทะเบียน บัตรประชาชนตัวจริงและสำเนา หนังสือมอบอำนาจติดอากรแสตมป์ 30 บาท (กรณีไม่มาด้วยตนเอง) และหนังสือชี้แจงวัตถุประสงค์การใช้เอกสารจากหน่วยงานปลายทาง